บทที่ 4 ตอนที่ 4
“ฉันไม่เห็นอาจารย์ไทเลอร์จะยิ้มเธอให้ตอนไหนเลย อย่ามามั่วยายเจนี่ และก็จำเอาไว้ให้ขึ้นใจด้วยนะว่า...”
ดาวมหาวิทยาลัยที่ทั้งสวย ทั้งรวย และฉลาดที่สุดในมหาวิทยาลัยอย่างฟิลิเซีย แอมร์เบิร์ดหันมายิ้มดุดันใส่เพื่อนสนิท
“อาจารย์ไทเลอร์เป็นของฉัน เธอไม่มีสิทธิ์”
เจนี่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่เพราะหล่อนเป็นเพียงแค่ลูกสาวของคนขับรถของบิดาฟิลิเซียเพียงเท่านั้น ทำให้หล่อนได้แต่เก็บความขุ่นเคือง เจ็บแค้นเอาไว้แต่ภายในใจ ภายนอกที่ทำได้ก็คือการยิ้ม และก็ประจบสอพลอเพียงเท่านั้น
“ฉัน... ขอโทษฟิลิเซีย ต่อไปฉันจะไม่คิดแบบนั้นกับอาจารย์ไทเลอร์อีกแล้ว”
“ดีมาก เพราะอาจารย์ไทเลอร์เป็นของฉัน มีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นแหละที่มีสิทธิ์ครอบครอง”
ฟิลิเซียยิ้มอย่างมาดมั่น ดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง มั่นใจว่าความสวย และฐานะที่สูงส่งทางสังคมจะทำให้ไทเลอร์หันกลับมามองที่หล่อน อย่างที่หล่อนต้องการให้เป็น แม้ว่าจะรอคอยเวลานั้นมาเนิ่นนานถึงหกปีแล้วก็ตาม หกปีที่หล่อนยอมซ้ำชั้นไม่ยอมจบออกไปจากที่นี่สักทีก็เพราะเหตุผลนี้นี่แหละ
“ฉันรู้แล้วล่ะน่า และฉันก็จะช่วยเธอทุกอย่างฟิลิเซีย”
“ขอบใจ”
ฟิลิเซียเปิดกระเป๋าถือของตัวเองออกมาและโยนเศษเงินใส่หน้าของเจนี่
“ค่าขนม เอาไปใช้ซะ”
เจนี่หน้าชาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากฝืนยิ้มออกไป
“ขอบใจมากจ้ะฟิลิเซีย”
เจ้าของชื่อแค่นยิ้ม มองเพื่อนของตัวเองอย่างดูแคลน ก่อนจะเชิดหน้าและเดินจากไป เจนี่มองตามไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
“อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกันนังคุณหนูฟิลิเซีย”
เจนี่เค้นเสียงเจ็บแค้นออกมา ก่อนจะรีบปรับสีหน้าและวิ่งตามร่างเล็กกะทัดรัดของฟิลิเซียไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาพบว่าฟิลิเซียกำลังหาเรื่องคู่กรณีอยู่
“เกิดอะไรขึ้นหรือฟิลิเซีย” เจนี่เอ่ยถาม
“นังเจ้าขามันทำรองเท้าฉันเลอะ เธอดูสิเจนี่...”
เจนี่ก้มลงมองเท้าของฟิลิเซียแต่ก็ไม่เห็นอะไรอย่างที่ได้ยินมาเลยสักนิด
“ไม่เห็นมีเลยฟิลิเซีย”
“เจนี่?!”
เสียงตวาดแว๊ดที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของฟิลิเซียดาวมหาวิทยาลัยคนสวยทำให้เจนี่ต้องรีบเออออห่อหมกออกไปทันที
“ใช่ ใช่... นั่นไงฝุ่น นี่แกทำฝุ่นปื้นรองเท้าฟิลิเซียอย่างนั้นหรือนังเจ้าขา”
จันทร์เจ้าขา โชติฐากร นักศึกษาที่เรียนดีจนได้ทุนเรียนฟรีจากประเทศไทยให้มาเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอันดับหนึ่งของรัสเซียถอนใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หล่อนต้องเจอะเจอกับฤทธิ์เดชของฟิลิเซียและพ้องเพื่อน แต่มันเป็นครั้งที่ร้อยแล้วมั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าหล่อนไปเหยียบหางอะไรของแม่พวกนี้เข้า แม่พวกนี้ถึงได้ตามระรานหล่อนได้ตลอดเวลาแบบนี้ ทำราวกับว่าแค้นเคืองกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนอย่างนั้นแหละ
“เลิกหาเรื่องฉันสักทีเถอะฟิลิเซีย ฉันเบื่อเต็มที่แล้ว”
“กรี๊ด! นี่คนต่ำๆ อย่างแกกล้าพูดแบบนี้กับฉันได้ยังไง แกไม่รู้หรือไงว่าฉันเป็นใคร ฉันใหญ่แค่ไหนในโรงเรียนนี้”
ฟิลิเซียเต้นเร่าๆ ด้วยความเดือดดาล จ้องมองจันทร์เจ้าขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเป็นที่สุด
“ฉันรู้ว่าเธอสวย เธอรวย และพ่อเธอก็ใหญ่มาก เอาะ... แล้วที่สำคัญ เธอก็เป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพราะเธอเรียนมาตั้งหกปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบสักที”
ทุกคนรอบข้างที่ได้ยินคำพูดของจันทร์เจ้าขาต่างพากันหัวเราะร่วน ไม่เว้นแม้แต่เจนี่ มีแต่ฟิลิเซียคนเดียวเท่านั้นที่เต้นเป็นเจ้าเข้า
“นี่... พวกแกหยุดหัวเราะกันเลยนะ นังเจนี่!”
เจนี่รีบหยุดหัวเราะทันควัน ก่อนจะรีบโต้ตอบจันทร์เจ้าขา
“นี่แกหาว่าฟิลิเซียโง่อย่างนั้นเหรอ ใช่ไหมนังเจ้าขา”
เจ้าของชื่อส่ายหน้า อมยิ้มยียวน
“ฉันไม่ได้พูดสักหน่อย เธอพูดเองนะเจนี่”
ฟิลิเซียที่ยืนนิ่งอยู่ กรี๊ดร้องขึ้นมาอย่างขัดใจ ก่อนจะรีบโต้ตอบออกมา
“ฉันไม่ได้โง่ แต่ที่ฉันยอมอยู่ที่นี่นานกว่าทุกคนก็เพราะฉันมีจุดหมายต่างหาก ซึ่งคนโง่ๆ อย่างแกไม่มีทางรู้หรอกว่าในหัวอันแสนฉลาดอย่างฉันกำลังคิดอะไรอยู่”
จันทร์เจ้าขาระบายลมหายใจออกมาอีกครั้งด้วยความเบื่อหน่ายเช่นเดิม
“โอเค ฉันคงตามคนฉลาดแบบเธอไม่ทันหรอกฟิลิเซีย หมดเรื่องกับฉันแล้วใช่ไหม ฉันขอตัวล่ะ”
จันทร์เจ้าขาจะเดินผ่านไป แต่ก็ถูกฟิลิเซียก้าวเข้ามาขวางหน้าเสียก่อน
“ยัง... ฉันยังไม่หมดธุระกับผู้หญิงต่ำๆ อย่างแก”
คนฟังเลือดขึ้นหน้า
“ครั้งนี้ฉันจะยอมให้ แต่ครั้งหน้าถ้าเธอขืนมาเรียกฉันว่าผู้หญิงต่ำๆ อีกล่ะก็ ฉันจะอัดเธอให้ฟันร่วงเลยคอยดู ฟิลิเซีย”
ฟิลิเซียหน้าถอดสี แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ หล่อนดันร่างของเจนี่ให้มาขวางหน้าเอาไว้ ส่วนตัวเองหลบอยู่ด้านหลัง และก็พูดยั่วยวนไม่หยุด
“ฉันพูดความจริงทำไมต้องกลัวด้วย แกมันต่ำ แกมันผู้หญิงขายตัว อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าตอนกลางคืนแกไปประกอบอาชีพอะไรมา”
จันทร์เจ้าขาเม้มปากแน่น พยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ มือบางยกขึ้นขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะโต้ตอบออกไป
“ฉันทำงานสุจริต”
“เชอะ... ทำงานสุจริต...”
